เรื่องนี้ผ่านมานานละ แต่อยากเอามาลงบล็อค ^^

เมื่อตอนเรียนอยุ่ปีสาม หลังจากสอบกลางภาควิชาสุดท้ายเสร็จ 
เราก็เดินทางกลับบ้าน  จากมหาวิทยาลับแม่โจ้ กลับบ้านที่สารภี ด้วยมอเตอร์ไซด์
หอบเอาความรู้สึกแย่ ที่ทำข้อสอบไม่ได้ 
โทษตัวเอง ว่า ทำไมไม่ฉลาดเหมือนคนอื่นไม่เก่งอย่างคนอื่น..
เกิดมาไม่ฉลาดจะให้ เกิดมาทำไม...
 
เราขี่รถจนมาถึง สี่แยกไฟแดง ตลาดรวมโชคติดไปแดงประมาณ 3 นาที 
ขณะที่ติดไปแดงก็บ่นให้กับชีวิตแย่ของตัวเอง..ในใจ
พลางมองดู เวลานับถอยหลังว่าเมื่อไหร่จะไปจากสี่แยก ร้อนๆนี่ซักที

ร้อนก็ร้อน ยังมาติดไปแดง อีก ทำไมชีวิตมันแย่แบบนี้วะ
 
 
แต่ระหว่างที่พำพัมในใจ  
สายตาก็เหลือบไปเห็น 
เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งเดินขายพวงมาลัยท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนๆ
ไปตามรถคันต่างๆ ที่จอดรอสัญญาณไฟ ของฟากซ้ายมือของตัวเอง

เรามองอยู่อย่างนั้น จนกระทั้งรถฟากนั้น ไฟเขียว

เด็กหญิงตัวเล็ก วิ่งมาอยู่ที่เกาะกลางถนน
หลบบรรดารถที่กำลังออกตัวเมื่อเห็นไฟเขียว
ใช้ร่มเงาเล็กๆของป้ายจราจรพยายามซ่อนตัวอยู่หลังป้ายนั้นหลบแดดร้อนๆ

เห็น แล้ว รู้สึกสะท้อนใจ..

เรานี่ โค-ตะ-ระ โชคดีเลย
ที่ได้เป็นแค่คนที่ขี่รถบนท้องถนน
เป็นแค่คนที่ติดไฟแดง
ไม่ได้เป็นเด็กขายพวงมาลัย
ไม่ต้องยืนหลบแดดที่ป้ายจราจร
 
ชีวิตเราโชคดีกว่าเค้าตั้งเยอะ
แล้วกะอีแค่เรื่องเรียนนี่จะทุกข์ให้ได้อะไรขึ้นมา
ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป..
แต่จากนี้ไป ให้นึกเสมอว่า
 
เฮ้ย..เราเป็นคนที่มีโอกาสนะ
มีโอกาสได้เรียนมหาวิทยาลัย
มีโอกาสดีกว่าเด็กที่ขายพวงมาลัยที่ไม่รู้ว่าจะได้เรียนไหม

ไม่ต้องตากแดดตัวดำ
แถมเรายังเรียนในห้องแอร์

มีคนมากมายอยากเรียนมหาวิทลัย
เค้าไม่ได้เรียนแต่เราได้เรียน... 
 
ใช้โอกาสที่ได้มาทำให้ดี่ที่สุดสิ
ตั้งใจเรียน..ตั้งใจสอบ..
พลาดแล้วก็ให้มันพลาดไป
แต่หลังจากนี้เราต้องตั้งใจมากขึ้น
ทำเพื่อนคนที่รักเรา
ทำเพื่อตัวเราเอง
ใช้โอกาสให้คุ้มค่าที่สุด..
 
 
 
หลังจากวันนั้น
ภาพของเด็กหญิงตัวเล็กที่พยายามช่อนตัวในร่มเงาของป้ายจราจร
มักจะย้อยมาสร้างพลังใจให้เราเสมอๆ ^^ 
 
 
 
ปล  สอบกลางภาค ในเทอมนั้น เราตก..
แต่เราก็มาตั้งใจตอนปลายภาคเรียนได้เกรด C+ อย่างน่าภูมิใจ




ความลับ กับ การโกหก

posted on 07 Sep 2011 21:18 by aui-soshi
 
ความลับ  คือ การที่เราไม่ยอมพูดความจริง
 
โกหก คือ การที่เราไม่ยอมพูดความจริง
 
ความลับกับการโกหก ความหมายไม่ได้ต่างกันเลย
 
 
แต่......พอเราพูดว่า เป็นความลับ มีคนมากมายสนใจ
 
แต่............พอเราพูดว่า เป็นเรื่องโกหก ทุกคนพากันไม่พอใจ
 
ใครหลายคน ชอบ ค้นหาความลับ 
 
ใครหลายคน เกลียด การโกหก
 
 
ทั้งที่มัน คือ การปกปิดความจริง
 
แต่ไม่ว่าจะโกหก หรือ เก็บความลับ
คนที่จะต้องทุกข์ทรมานที่สุด
คือ คนที่เป็นเจ้าของความลับ และการโกหก นั่นเอง
ที่จะต้องอยู่อย่างระแวง..กลัวการถูกเปิดเผยความจริง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ก่อนถึงวันเสาร์

เล่าถึงวันศุกร์ก่อน...
พรุ่งนี้ต้องไปสอบ..จะเอาความรู้ไหนไม่สอบว๊าาา
เพื่อนมันให้แนวว่า อะเรย์ หลายมิติ

หากรู้แล้วไม่ทำอะไรเลย สู้ไม่รู้เสียดีกว่า
แต่เมื่อรู้แล้ว..ถือว่า เราได้โอกาสมากกว่าคนอื่น
เราต้องทำโอกาสที่ได้มานี้ให้ดีที่สุด..
จะได้ไม่เสียใจและเสียดาย

เราก็ใช้เวลา ตลอดคืนวัน ศุกร์.. ค้นหนังสือ เก่าๆ  เข้า อินเตอร์เน็ต อ่านและ อะเรย์ อย่างเดียว ยันเช้า..

พกความมึน และความง่วงไปสอบ 

แต่ก็รู้สึกดีที่ได้อ่าน

ก่อนออกจากประตูบ้านก็บอกว่า
ขอให้ทำข้อสอบได้..ออกคล้ายๆที่อ่าน ด้วยเถอะ..

แถมให้แม่ จุดธูป ไหว้บอกเจ้าที่เจ้าทาง ของบ้านช่วยให้สอบได้

สภาพ ที่มาสอบ..ไม่ต่างกับตอนมาสมัครงาน...
หัวฟู กางเกงขาเดป เสื้อคอปกสีชมพู รองเท้าผ้าใบ ช่างกล้าเนอะ

เมื่อนั่งรอ พี่ฝ่ายบุคคลนำทางไปสู่ห้องพัฒนาโปรแกรม เพื่อนั่งสอบ..

ทุกคน หันมา ...มาสอบโปรแกรม เหรอเนี๊ยะ สายตาทุกคนบอกเช่นนั้น

จากนั้นเค้าก็อธิบายข้อสอบ ทั้งสองข้อให้ฟัง..

เป็นอะเรย์ จริงๆ ด้วย อะเรย์ขั้นสูง..

มีเวลาทำ ตั้งแต่เช้ายันพี่เค้าเลิกงาน..เข้า อิเตอร์เน็ตค้นได้ตามสบาย..

ตั้งเป้าเมื่อเห็นข้อสอบ..อย่างน้อยต้องได้หนึ่งข้อ..

เราก็นั่งสอบ..ไป เวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ ทำเท่าไหร่ก็ไม่ออกอย่างที่ต้องการเลยวุ้ย..

ซักพัก พี่ที่เป็นหัวหน้าของแผนกก็มา...นั่งข้างๆ นั่งดู ประวัติการทำงาน  ที่ภาษาอังกฤษอ่อนแอ

แล้วเค้าก็สัมภาษณ์เรามันตรงนั้นซะเลย..

ถามเราว่า ทำอะไรได้บ้าง เราก็ตอบไปตามความเป็นจริงทุกอย่าง..ว่า จาวา ทำได้ดีที่สุด
ส่วนภาษาอื่น ต้องใช้เวลาในการทบทวน ก่อน

เพราะห่างมานานแล้ว..(บางอย่างที่เขียน นู๋ไม่รู้เลยก็มี..)

จากนั้น เค้าก็ขอดูผลงานที่เคยทำ

มันอยู่ในเครื่องพอดี..

เราก็เลยโชว์ความเทพ ของระบบซะเลย..ถึงแม้จะมีเออเรอร์เล็กน้อยๆ ทำอายเหมือนกัน..ฮ่าๆๆ
แต่ก็ถูไถไปได้ว่า ตัวที่สมบรูณ์ อยู่ที่บริษัทตัวนี้ทำไว้นานแล้วงี้

ดูปฎิกริยาตอบกลับคนสัมภาษณ์ผ่านสายตาและรอยยิ้ม
ก็ได้แต่หวังว่า ขอให้ได้เถอะว๊ะ...ขอให้ตรงใจเค้าด้วยเถอะ

เวลาผ่านไป จนเที่ยงยังทำไม่ได้..เริ่มเครียด และหิว

สมองต้องเติมพลังด้วยความอิ่ม..
เราก็เลยไปทานข้าวกับเพื่อน ที่ทำงานที่นั่น..

ก็เลยแอบถามแนวคิดเล็กน้อย..เค้าเองก็ไม่กล้าบอกมาก..เพราะการงานของเขาจะสั่นคลอนได้..

พอกลับมาหลังทานข้าวเสร็จ ก็ทำต่อ..

ยิ่งเวลาผ่านไป ทำไม่ได้ เครียดดด
เครียดด เครียดด เครียดดด

จะเปลี่ยนข้อ ก็ คงเสียเวลา...
ขอให้ได้ซักข้อ เถอะ..บ่นในใจ..
เพราะมันก็บ่ายสามกว่าแล้ว..


เราก็เลยมุ่งมันทำข้อ เดียวคือข้อแรก..
ให้ได้...

พยายามใช้สติสตางค์ ขุดความรู้ ความสามารถของตัวเองออกมา

แล้วปฎิหารย์ก็บังเกิด...

เฮ้ย...ทำได้แล้วเว้ย..
แล้วก็ลองเทส ความถูกต้อง

เฮ้ย ถูกด้วยโว้ย..

ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะผ่านการพิจารณาไหม ดีใจไว้ก่อน ทั้งที่อีกข้อไม่ได้ทำ --"
เวลาก็ปา ไป สี่โมงเย็น ตามเป้าหมายได้หนึ่งข้อ...

เราก็ให้พี่เค้าตรวจความถูกต้อง

ข้อที่ หนึ่ง

คุณ ผ่าน..ครับ..

กรี๊ดดด ในใจอย่างกับได้ยืนว่า คุณได้ไปต่อ

จากนั้นเวลาที่เหลือ ก็ทำข้อสอง แต่ก็ทำไม่ทัน...
เพราะหมดเวลา ทำซะแล้ว...


เมื่อการสอบผ่านไป
เราทำดีที่สุดแล้ว...ได้ตั้งข้อหนึ่ง ตามเป้า..พอใจกับผลงาน
ที่เหลือ ก็รอลุ้น...ว่าจะได้ไหม หุหุ

.............

หลังจากนั้น...หลายวัน...
ทุกครั้งที่โทรศัพท์ดัง...
มันจะลุ้นอยู่ในใจลึก..
เป็นเบอร์บริษัทที่เราไปสมัครรึเปล่า..

แต่ละวันผ่านไป

เริ่มหมดหวัง..
และก็ไห้กำลังใจตัวเอง

ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร..
แต่ถ้าได้ ก็โชคดีของเรา..


แล้วเรื่องไม่น่าเชื่อ  ก็ เกิดขึ้น..
เค้าโทรมาบอกว่า เราผ่าน....

อ๊ากกกก อยากจะแหกปากดังๆหลังที่รอมานาน

รู้สึกว่าตัวเอง โชคดี...โพดๆ อ๊ากกกกกกกก

..............

ปล เราว่า ที่เราได้คงเป็นเพราะ ประวัติการทำงาน

เราจริงใจในการตอบมั้ง...

บอกว่าได้ ก็ได้ ไม่ได้..ก็ตอบประมาณว่า

ต้องใช้เวลาเรียนรู้เล็กน้อย..

แล้วก็คงตรงกับที่เค้าต้องการมั้ง..

เราก็ไม่รู้ว่า คนสัมภาษณ์ แต่ละคนเค้ามีหลัก เกณฑ์ อะไร

ในการบอกว่าคนนี้ผ่าน คนนี้ไม่ผ่าน..

ถ้าใช่..เราก็ได้ทำ...

ถ้าไม่ใช่...ต้องมีที่ใช่ของเรา...รออยู่..